TOKYO H!P TRIP (1)

posted on 14 Sep 2010 15:04 by 3mpty2

วันที่ 28 เมษา


ออกจากบ้านประมาณสี่โมงกว่าๆ เดินทางไปบ้านหนวด เพราะพ่อหนวดจะไปส่งที่สนามบิน

ไปถึงบ้านหนวดฝนตกกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์มาก

เราบอกลาแม่กับน้าด้วยคำสั้นๆ

เอาล่ะ ฝันกำลังจะกลายเป็นจริงแล้ว ไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย 

กะว่านั่งเล่นเน็ตจนถึงเช้า แล้วไปหลับเป็นตายบนเครื่อง

พอถึงตีสามเราก็ออกเดินทาง

 

 

29 เมษา

 

ลงรถตรงประตูผู้โดยสารขาออก เดินหลงๆ หาเคาน์เตอร์เช็คอินกันสักพัก

สามคนก็คิดตรงกันว่า "ที่ไทยยังหลงแล้วเลย ไปนู่นจะรอดมั้ย" ฮา

ในที่สุดก็ได้เช็คอิน เรานั่งกับแม่หนวด หนวดนั่งคนเดียวนู่น แต่สลับบัตรกัน

เป็นเรานั่งกับหนวด แล้วแม่ไปนั่งนู่น  กรอกเอกสาร(สักอย่าง)สักพัก แล้วปล่อยให้พ่อแม่ลูกเค้าร่ำลากัน

เสร็จก็เดินเข้าไปตรวจพาสปอร์ต ตรวจเอกสาร ตรวจกระเป๋าและเดินมาที่เกต

 

เครื่องบินที่จะพาเราไปนาริตะจอดอยู่ตรงหน้าแล้ว สังเกตว่าครึ่งนึงเป็นคน(นานาชาติ)ที่จะไปญี่ปุ่น

แล้วอีกครึ่งเป็นฝรั่งที่จะไปต่อเครื่องที่ญี่ปุ่นเพื่อไปอเมริกา

ตีห้าก็ได้ขึ้นเครื่อง อ๊ากกกก ตื่นเต้น จัดเจงกินยาแก้เมา รอกินข้าวแล้วค่อยหลับ

ถ้าจำไม่ผิดจะกินข้าวกับกุ้งอะไรสักอย่างไป แน่นอนมันไม่อร่อย

แล้วก็ตั้งใจจะหลับ แต่มันไม่หลับแฮะ ก็เลยนั่งกรอกเอกสารเข้า/ออกญี่ปุ่นที่คุณแอร์ฯ เอามาแจก

แล้วก็นั่งๆ นอนๆ ไปจนถึงนาริตะอ่ะแหละ

โชคดีอากาศแจ่มใส คุณกัปตันขับเร็ว(?) เครื่องลงก่อนกำหนดหนึ่งชั่วโมง

โอ้วว ใจชื้นขึ้นมานิดนึง จะได้ไปดูคอน ℃-ute ทันเวลาแล้ว

 

บ่ายโมงเราก็ได้เหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นนน น นน น น

ตอนลงเครื่องลงคนละประตูกับแม่หนวด ก็คิดว่าคงจะเดินมาเจอกันเองแหละ

ก็เดินๆ ไปรอตรงที่ตรวจพาสปอร์ต แต่รอยังไงเจ๊แกก็ไม่เดินออกมา

จนคุณแอร์ฯกับกัปตันออกมาแล้ว เฮ้ยยยย เราสองคนตัดสินใจเดินกลับเข้าไป

แต่ท่านแม่ก็เดินออกมาพอดี (รู้สึกว่าเจ๊จะเดินไปฝั่งที่จะต่อเครื่องไปเมกาซะงั้นน่ะ)

ที่เคาน์เตอร์ตรวจพาสปอร์ตเป็นพี่สาวที่พูดอังกฤษใช้ได้

เค้าขอแสกนลายนิ้วมือ แล้วก็ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ใช่ที่ไหนเล่า

กลัวแกไปทำอะไรผิดกฏหมายในประเทศเค้าต่างหาก

เสร็จแล้วก็เดินลงมาหยิบกระเป๋า แล้วก็เดินทางสู่เค้าเตอร์สุดท้ายเป็นน้าผู้ชายท่าทางใจดี

ถามว่ามาทำอะไร มากี่คน ขอให้โชคดีนะครับ

แล้วพอพ้นประตูออกมา สิ่งที่กังวลไว้ก่อนมาคือ กุต้องหลงในสนามบินแน่ๆ

แต่ไม่หลงแฮะ ออกมาก็มีป้ายชี้ไปยังชานชลาจิ้มตาอยู่เลย ลงบันไดเลื่อนไปตามทางที่เค้าชี้

 

คนน้อยกว่าที่เตรียมใจไว้ เราต้องซื้อตั๋วไปลงที่ Asakusa เล็งไว้ว่าจะนั่ง Keisei แหละ 1,060JPY ถูกสุด

ใช้เวลาประมาณ 75 นาที แต่ว่าต้องมีการสลับยี่ห้อรถไฟ ซึ่งเรียกว่า Transfer

ครั้งแรกกับเครื่องกดตั๋วรถไฟ เราตั้งใจแน่วแน่ว่าไม่กล้าซ่ากดตั๋ว Transfer แน่

เลยเดินไปที่เคาน์เตอร์ Keisei มีคุณลุงคนนึงนั่งอยู่ (me/ชูสามนิ้ว)

"Asakusa 3-mai Kudasai" ขออาสาคุซะสามใบค่ะ

ลุงคนนั้นก็จัดตั๋วมาให้อย่างรู้หน้าที่ ตั๋วแบบ Transfer ไป Asakusa ราคาใบละ 1,060JPY

ดีใจโคดๆ กุพูดกับคน(ญี่ปุ่น)รู้เรื่องด้วยย 555

แล้วก็เดินไปช่องสอดตั๋วที่อยู่ใกล้ๆ ลงบันไดเลื่อนไปอีกชั้นก็เจอชานชลา

ยืนโง่ๆ อยู่สักพักแล้วมันชานชลาไหนฟร่ะ ซ้าย หรือ ขวา

ตอนแรกไปยืนทางขวา แต่รู้สึกตะหงิดๆ เลยเดินไปดูบอร์ดอีกทีปรากฏว่า 

Keisei Line Limited Express ต้องรอด้านซ้ายจ๊ะ เกือบไปแล้วมั้ยล่า

** เลือกนั่ง Limited Express นะถ้านั่ง Rapid รถจะจอดทุกสถานีกี่วันจะถึงโตเกียวไม่รู้ (เว่อไป)

 

ไม่นานรถไฟก็มา จับจองที่นั่งกันเสร็จ รถก็เริ่มเคลื่อนไหว

ข้างในเป็นรถธรรมดาเบาะนั่งหันเข้าหากัน ตู้รถไฟกลวงๆ เบาๆ แต่ละตู้เชื่อมกันหลวมๆ

(รู้สึกแบบนั้นจริงๆ) เหมือนที่เคยเห็นในชีรี่ย์ไม่มีผิด

จากอุโมงค์มืดๆ ในสนามบิน สู่ผืนดินกว้างใต้ท้องฟ้าสีครามล้อมรอบด้วยสีเขียวของธรรมชาติ

บรรยากาศตามชนบทแม้ดูเล็กน้อย แต่ไม่รู้สึกว่าบ้านนอกเลย

บ้านทุกหลังเป็นปูน ถนนทุกสายเป็นคอนกรีต มีรถมินิคาร์คันเล็กๆ แล่นโฉบมาให้เห็นบ้าง

รถไฟวิ่งผ่านหมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่าจอดบ้างไม่จอดบ้าง ผ่านไร่ สวน ทุ่งนาแบบต่างๆ ให้ตื่นตาตื่นใจ

เรานั่งสงบสติอารมณ์สักพัก.. นี่มาถึงแล้วจริงๆหรอ ที่ๆ ดิ้นรนมาตลอด 3 ปีที่จะมาให้ถึงอ่ะนะ

นี่มาถึงแล้วจริงๆ หรอ .. มันเป็นที่ๆ วิเศษณ์มาก ไม่ใชวิเศษณ์จนทำให้ตัวลอยได้

แต่มันทำให้หัวใจพองโตแบบสุดๆ ทำไมทุกๆ อย่างที่นี่ดูเข้าที่เข้าทางไปหมด

ที่แบบนี้แหละที่เราฝันถึงมาตลอด อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

ปังงงงง กึงงๆๆๆๆๆๆๆ

 

โอ้ว ใจหายใจคว่ำ ทุกครั้งที่รถไฟสวนกันจะเกิดเสียงแบบนี้ตลอด ได้ยินกี่ทีก็ยังตกใจไม่หาย

 

เราถกแขนเสื้อขึ้นมาสูงๆ ในรถไฟร้อนแฮะ คนก็เริ่มเยอะขึ้นๆ

มองไปรอบๆ พลางคิดว่าเค้าไม่มีแอร์อะไรมั่งหรอ

อืม...

ในที่สุดก็มีเสียงประกาศว่าเราจะถึงสถานี Aoto ในไม่ช้า นั่นคือชื่อสถานีที่เราต้องไปเปลี่ยนยี่ห้อรถไฟ

** ถ้าไม่เปลี่ยนรถ Keisei Line จะไปสุดสายที่ Ueno ค่ะ

รถไฟจอดสนิท หญิงไทยใจงามสามคนลากกระเป๋าเดินทางหนักๆ ลงมาที่ชานชลา

ลมเย็นๆ ประทะที่หนังหน้า บรึ๋ยๆๆ ทำไมที่นี่เปิดแอร์แรงจัง ผิดกับในรถไฟลิบลับ

พลางมองไปรอบๆ สถานี อ้าว นี่มันสถานีเปิดนิ ไม่มีผนัง แล้วเค้าจะเปิดแอร์ยังไง

หนวดหันมาแล้วบอกง่ายๆ ว่า นี่น่ะของจริง ในรถไฟน่ะฮีตเตอร์

 

อ้ากกกก กุโง่..

 

ไม่นานรถไฟก็มา

ตามที่อ่านมาเค้าบอกว่าลง Keisei ที่ Aoto แล้วขึ้นรถไฟที่ชานชลาตรงข้ามได้เลย คันไหนก็ไปถึง Asakusa

รู้แบบนี้ แต่ก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจยังไงไม่รู้ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจพาลูกทัวร์สองคนขึ้นรถไฟมาอยู่ดี

จากรถไฟที่วิ่งบนดิน ก็มุดลงมาวิ่งใต้ดิน.. หวังว่าคงมาถูกนะ อ้าว จนบัดนี้มันยังไม่มั่นใจ 555

เงยหน้ามองผังบนรถปรากฏว่าคันนี้ผ่าน Asakusa ด้วย เฮ้อ ค่อยยังชั่ว

 

ลงรถไฟที่ Asakusa ลากกระเป๋าหนักๆ คลำทางไปยังลิฟท์เพื่อขึ้นสู่พื้นผิวโลก

ใน .. ที่ .. สุด .. เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก

ลมหนาวๆ ก็พัดมาประทะหนังหน้าอีกครั้ง ครั้งนี้มีกลิ่นทะเลด้วย กลิ่นแม่น้ำสุมิดะ !

ไม่รอช้าเราสามคนรีบพุ่งไปยังสะพานข้ามแม่น้ำตรงหน้า ตั้งชื่อให้เองง่ายๆ ว่าสะพานฟ้า

สถานนีรถไฟที่ออกมาเมื่อกี้เป็นยี่ห้อ Toei

ตามที่เว็ปไซต์ของข้าวสารเขียนไว้เมื่อเราออกจากสถานี ให้ข้ามสะพานสีฟ้า เดินตามลายแทงไปเรื่อยๆ

ไม่เกิน 10 นาที เราก็จะเจอ Khaosan Tokyo Annex

เปิดประตูไปผ่างงง ตรงหน้าเป็นบันไดสู่ชั้นสอง สองข้างขนาบด้วยตู้เก็บรองเท้า กลิ่น เหี้ยม มาก ค่ะ 

แล้วก็มีกระบะใส่สลิปเปอร์ไว้ให้ใส่ในตัวอาคารวางเตรียมไว้ให้เปลี่ยน

ด้านซ้ายมือเป็นประตูสู่ห้องนั่งเล่น ซึ่งมีครัว (ตู้เย็น จาน ชาม ช้อน กระทะ เตาแก๊ส อ่านล้างจานพร้อม)

โซฟา 3 ตัวล้อมรอบทีวี 1 เครื่อง คอมฯ 8 ตัวไว้เล่นเน็ตฟรีๆ

โต๊ะกินข้าว 1 โต๊ะ  ห้องของสต๊าฟ กับห้องน้ำ 3-4 ห้อง แล้วก็ห้องอาบน้ำ

เข้าไปเชคอิน แล้วก็รับโทรศัพท์ที่เช่าไว้ พี่สต๊าฟผู้ชายพูดอังกฤษไฟแลบ

แต่สำเนียง - Japanese English - ฉันฟังไม่ออก(โว้ย) รับกุญแจห้อง กุญแจล๊อกเกอร์ส่วนตัวในห้องพัก

แล้วก็รหัสสำหรับเข้าประตูหน้า (ประตูหน้าจะล๊อคตั้งแต่ 4 ทุ่มเป็นต้นไป)

แล้วเดินเข้าไปเยี่ยมชมห้องพักสักหน่อย ห้อง 4 คนอยู่ชั้น 1 ใกล้ๆ กับห้องสต๊าฟ

เย้ ดีใจ ไม่ต้องเดินขึ้นบันได เปิดประตูเข้าไป เป็นทางเดินแคบๆ

ซ้ายขวาแยกเป็นห้องย่อยๆ ประมาณ 5-6 ห้อง สุดทางเดินมีอ่างล้างหน้า+กระจก+ไดร์เป่าผม

ห้องน้ำแคบๆ 1 ห้อง ห้องอาบน้ำที่โคดดดดจะแคบเหมือนตู้โทรศัพท์บ้านเราอีก 1 ห้อง

กลับมาที่ห้องย่อยๆ 5-6 ห้องที่ว่า พวกเราได้ห้องเบอร์ไรไม่รู้จำไม่ได้ แต่ได้อยู่ห้องนี้ตลอด 7 คืนเลย

เย้ โชคดีไม่ต้องย้าย เปิดประตูเข้าไป ห้องกว้างกว่าที่จินตนาการไว้ ซ้าย-ขวาเป็นเตียง 2 ชั้น

มีล็อกเกอร์แคบๆ ให้ 4 ตู้ ของใครของมัน  ตรงข้ามประตูเป็นกระจกบานใหญ่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเรียกกระจกได้เปล่า

เพราะมันเปิดไม่ได้ เป็นแก้วหนาๆ ขุ่นๆ ฝังอยู่ในผนัง มองออกไปข้างนอกก็ไม่เห็น

สำรวจห้องและเก็บข้าวของเรียบร้อยเราก็ออกเดินทางสู่ Nakano Sunplaza เพื่อไปดูคอน ℃-ute  เย้ๆ

จาก Asakusa ต้องนั่งรถไฟยี่ห้อ Tokyo Metro ซึ่งสถานีอยู่ถัดไปอีกสะพานนึง

หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า สะพานแดง ที่มีตึก Asahi ตึกอุนจิ ตึกบลาๆ แล้วแต่จะเรียกตั้งอยู่นั่นเอง

เดินจากข้าวสารมาถึงตึก Asahi ข้ามสะพานแดง แล้วก็ลงสถานีรถไฟไปเลย

 

ครั้งแรกกับเจ้าเครื่องกดตั๋ว เราต้องไปเปลี่ยนรถไฟที่ Nihombashi แต่ไม่ต้องเปลี่ยนยี่ห้อคือนั่ง Metro ยาวเลย

เพราะฉะนั้นก็ง่ายมาก ดูผังที่ติดอยู่บนผนัง มองหาสถานี Nakano จะมีราคาเขียนบอกไว้

กลับมาที่เครื่องกดตั๋ว (กดว่ามากี่คนด้วยก็ได้) แล้วก็กดราคาตามที่ผังเขียนบอกไว้ แล้วก็ใส่เงินตามที่จอขึ้น

ตั๋วจะออกมา รับเงินทอนเป็นอันเสร็จ แล้วเราก็จะได้ออกเดินทางสู่ Nakano

สิ่งที่กลัวก็คือการที่ต้องไปต่อรถที่สถานี Nihombashi อ่ะ เพราะดูใน google maps สถานีมันใหญ่จัง

แต่พอไปถึงจริงๆ เดินตามป้ายสบายแฮ ภาษาอังกฤษเพียบ

ระหว่างนั่งรถไฟก็ศึกษาการใช้โทรศัพท์ไปด้วย พอจะใช้เป็นและ แต่ยังโทรกลับไปหาแม่ไม่ได้..

เพราะในรถไฟห้ามใช้มือถือนะเคอะ

อ้อ ลืมบอกไปว่า ตลอดทางที่มา บนรถคนไม่เยอะเลย หลวมๆ มีที่นั่งตลอด

 

ลงรถที่สถานี Nakano ออกประตูทิศเหนือ Nakano Sunplaza จะตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินตรงหน้า

 

โอวววว บรรยากาศของแท้มันเป็นแบบนี้นี่เอง โอตะตัวเป็นๆ นับพันชีวิตมารวมตัวกัน หุหึหุหึ

มีภาพปาปาตั้งแผงขายหนีบไว้เหมือนปลาหมึกตากแห้งไม่ใกล้ไม่ไกลจากฮอล์มากนัก

แวะเดินชมสักพัก ก็เป็นปาปาจากคอนนี้แหละ ก็เล่นคอนมาเป็นเดือนแล้วนิ

มาถึงลานกว้างหน้าฮอล์(ที่แน่นขนัดด้วยเหล่าโอตะ)ปุ๊บเราก็โทรหาแม่ก่อน บอกว่ามาถึงอย่างปลอดภัยแล้ว

แล้วก็โทรหามาย เอาตั๋วคอนจากมายในราคา 6,000JPY ระหว่างนั้นก็เจอพี่ๆน้องๆ คนไทยในบอร์ดเพียบ

ไม่ว่าจะเป็น มดแหวน Melon_Tea , พี่ภูมิ Sephi , พี่วอย renki และคณะ , พี่โก้  Cocoa

จะหว่างที่รอเข้าคอน มายก็นัดซื้อขายตั๋วคอน Berryz工房 วันที่ 1 รอบบ่ายกับโอตะด้วย

เป็นตั๋วคู่ เรากับมายนั่งติดกัน

 

แล้วเราก็บอกลาหนวดกับแม่ เวลา 2 ชั่วโมงแห่งความสุข(ของเรา)นี้ แนะนำให้พวกท่านไปเดินเล่นที่ Harajuku

ไม่ใกล้ไม่ไกลไปง่ายกลับง่าย แล้วเจอกัน นะจ๊ะ ..

 

อืม.. จะบอกว่าไม่ได้ซื้อของหน้าคอนหล่ะ งบน้อยบวกกับไม่มีอะไรถูกใจ

แล้วก็ถึงเวลาเข้าฮอล์ เดินเข้าไปในตึก.. ขึ้นบันได.. ผ่านบูทขายของ.. ตรวจตั๋ว/กระเป๋า.. ถึงบูทขายซีดี

เรากับมายแวะซื้อซิงใหม่ ℃-ute ได้โปสเตอร์มากี่ใบไม่รู้จำไม่ได้ แต่เราขอ Campus Life มาใบนึง

เสร็จก็เข้าไปในฮอล์ ทันทีที่พ้นประตูเข้าไปขนลุกซู่ว แม้ยืนอยู่ที่แถวหลังสุดก็ยังมองเห็นเวทีชัด

ชัดกว่าที่จินตนาการไว้ และดูมีมิติกว่าที่เห็นใน DVD กี๊สสสสส จะได้เจอไมมิ ไอริแล้ว

เราได้ที่นั่ง ชั้น 1 แถว 25 เบอร์ 7 พูดตรงๆ เป็นทำเลที่ไม่ดีเอาซะเลย แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ดู

ผังที่นั่งฮอล์เป็นแบบนี้ http://www.sunplaza.jp/hall/seat.pdf

เรานั่งติดกับมดแหวน เพราะตั๋วของเราแหละมดแหวนเป็นตั๋วที่ได้มาจากมายนั่นเอง อ่า..

เค้าไปอ๊อคบัตรเอาใหม่น่ะ รอบนี้เป็นรอบอัด DVD ด้วยถ้าได้นั่งหน้าๆ มั่งก็คงจะดี

สักพักไฟก็ดับ คอนกำลังจะเริ่ม.. ตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ไม่เท่าตอนที่ดูคอน Berryz工房 ที่ไทยหรอก

และในที่สุดคอนก็เริ่ม.. ℃-ute Concert Tour 2010 Haru ~ SHOCKING Live ~

ไมมิ๊ ไอริ๊ กี๊สสสสส ตอนนั้นตัดสินใจว่าจะจับตาดูไมมิคนเดียว ไม่ให้คลาดสายตา

( ไม่ให้เป็นเหมือนคอนที่ไทยซึ่งใครเดินผ่านมาเราก็เคลิ้มตามคนนั้น แล้วสุดท้ายก็จำอะไรไม่ได้เลย 555 )

แต่ก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย จนต้องแอบแวบไปดูไอริบ้างเป็นครั้งคราว อยากแยกประสาทตาได้เป็นสองข้างจริงๆ 

 

เรานั่งติดบันไดด้วย ระหว่างคอนก็เลยเถิบๆ มายืนตรงบันได บรรยากาศดี โปร่งโล่งสบาย ไม่ค่อยโดนบัง

ในคอนไม่มีอะไรจะบรรยายมาก ดูใน DVD ได้เลย สาวๆ ตัวจริงเป็นยังไงคงไม่ต้องบรรยายรู้ๆ กันอยู่

ปัญหามันอยู่ที่เมื่อคืนเราไม่ได้นอน บนเครื่องบินเราไม่ได้นอน ตอนนั่งรถไฟเราไม่ได้นอน

รู้สึกเพลียมาก ยืนโงนเงนๆ ไป ตาจะปิด หาวด้วย เฮ้ยยย  ก็เลยยืนดูเฉยๆ ไม่ได้แหกปากเชียร์อะไรมากมาย

ไลต์สติ๊กก็ไม่ได้โบก เพราะไม่ได้ซื้อเข้าไป   พอถึงช่วงอังกอร์ ไม่ไหวและ ขอนั่งพักล่ะกัน จะตายอยู่และ

แต่สุดท้ายก็ยังประคองชีวิต ยืนดูสาวๆ ไปจนจบคอนได้

 

คอนจบปุ๊บ 2 ทุ่มกว่าๆ  รีบเก็บข้าวของออกจากฮอล์เลย กลัวคนเยอะแล้วจะหาหนวดกับแม่ไม่เจอ

ออกมาเจอสองแม่ลูกยืนตัวสั่นหงึกๆ อยู่ข้างนอกพอดี (ข้างนอกฮอล์นะ ไม่ใช่ข้างนอกตึก)

พอออกมาจาก Nakano Sunplaza แล้วเราก็ได้รับรู้ความจริง มันหนาววววแบบนี้นี่เอง ถึงมายืนรอข้างในกัน ฮ่าๆ

สองแม่ลูกเล่าให้ฟังด้วยว่าไม่ได้ไป Harajuku เพราะว่ากดตั๋วรถไฟไม่เป็น ก็เลยเดินเล่นอยู่แถวๆ นี้

 

ขากลับแวะซื้อข้าวปั้นในสถานี แล้วก็แวะซื้อน้ำในร้านขายเหล้า(คือมันมีน้ำ กับขนมขายด้วยน่ะ) แถวๆ ที่พัก

เราซื้อน้ำองุ่นเขียว น่ารัก และอร่อย

 

กลับมาเล่นคอมสักพัก(ใหญ่ๆ) อาบน้ำ แล้วก็หลับเป็นตาย

ฮา

 

Comment

Comment:

Tweet

อีกบล๊อคนึงแนวรมรื่นชมสวนเที่ยววัด surprised smile ของเอ็มนี้ได้ฟิลตามรอยวัยรุ่นดีแฮะ big smile

#3 By Baria V (125.25.181.142) on 2010-09-15 10:33

กว่าจะเข้าไปในประเทศเขาได้นี่ก็หลายขั้นตอนเหมือนกันนะนี่
มีแสกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูปกันอีก โอ้ว (゚ロ゚;)

แต่เรื่องรถไฟนี่ เป็นเขา เขาก็งงว่ะ
อีกอย่าง ภาษาญี่ปุ่น (ノω-ヾ)

อ่อ ตึกอุนจิที่น้องมีนพูดถึง คือ ตึก Asahi
(ก็ยังไม่รู้จักอยู่ดี เห็นแต่รูป( ̄︶ ̄))

รออ่านต่อ ฮ่าๆ ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ เจ๋งๆ
ที่เก็บเกี่ยวมาฝากกันนะจ๊ะ cry

ปล.คราวหน้าซื้อน้ำผลไม้มา ต้องหาคนถ่ายรูปคู่ด้วยนะเธอ อาจจะยืมตัวไมมิมาถ่ายด้วยอะไรงี้ XD

#2 By emmemi (202.28.25.35) on 2010-09-14 21:37

โอ้ว ในที่สุดก็ได้ทำทริป H!P นะเธอว์open-mounthed smile

#1 By Sweet Blu3* on 2010-09-14 18:57